วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

last

วันนี้จะเป็นการ up blog ครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะ อ.เฟรช บอกว่า ให้อัพครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้อัพบ่อยๆเหมือนเพื่อนๆคนอื่นๆ แต่ก็พยายามจะอัพให้มากที่สุดแล้วนะคะ



เมื่อคาบวานศุกร์ที่ผ่านมา ได้เรียนในเรื่องของ Chapter 8 โครงสร้างองค์กรของบริษัทข้ามชาติ

Organization Chart สะท้อนให้เห็นถึงสายการบังคุบบัญชา
โครงสร้างขององค์กรสะท้อนให้เห็นถึง กลยุทธ์ขององค์กร

ซึ่งดิฉันได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ในเรื่องของ บริษัทข้ามชาติ ได้ข้อมูล ดังนี้

International Multinational Transnational

Multinational Companies/ MNCs บริษัทที่ดำเนินกิจการที่สำคัญของบริษัทไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตหรือการให้บริการมากกว่า 2 ประเทศขึ้นไป (Brooke and Remmers, 1970)


Multinational Corporationsบริษัทที่ดำเนินกิจการในหลายประเทศ โดยมิได้มุ่งหวังบรรลุกำไรสูงสุดในหน่วยผลิตหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศ แต่มุ่งหวังที่จะบรรลุกำไรสูงสุดของกลุ่มบริษัทโดยรวมทั้งหมด(Sweezy and Magdoff, 1972)



Multinational Enterprise/ MNCs บริษัทซึ่งบริหาร ควบคุม เป็นเจ้าของทรัพย์สิน (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ที่ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าหนึ่งประเทศขึ้นไป โดยผ่านการเข้าร่วมในการผลิตระหว่างประเทศ หรือการผลิตข้ามพรมแดนโดยผ่านการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Hood and Young, 1979)



Transnational Corporation(เดิม UN เรียก Multinational Corporations)บริษัทที่ดำเนินกิจการข้ามพรมแดนจัดการควบคุมทรัพย์สิน (เช่นโรงงาน เหมืองแร่ สำนักงานขาย) ในประเทศตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไป (UN, 1973)




MULTINATIONAL COMPANY


องค์กร (รวมถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งดำเนินการค้า
กับต่างประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไป มีการผลิตในต่างประเทศ และมียอดขายหรือรายได้รวมจากตลาดต่างประเทศมากกว่า 20 %ของรายได้ในประเทศแม่ (Home Country)

การแบ่งงานภายในบริษัทในขอบเขตระดับโลก
มุ่งที่จะบรรลุประสิทธิผลสูงสุดโดยผ่านการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ไว้ตามทำเลที่ก่อให้เกิดผลกำไรมากที่สุด โดยไม่มีการจำกัดเรื่องพรมแดน




ที่มา www.strategymine.com/link/1_121_6.ppt


จากการเรียนเรื่องบริษัทข้ามชาติ ทำให้ได้รับความรู้หลายอย่างมากมาย ตั้งแต่ในเรื่องของการพิจารณา
ประเทศที่จะเข้าไปลงทุน รวมไปถึง โครงสร้างขององค์กร กลยุทธ์ขององค์กร

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ข้อมูลต่อจาก blog ที่แล้ว

อัพต่อจาก blog ที่แล้ว


ข้อมูลที่นำมา scan มี 2 ข้อมูล
-โอกาสที่ได้จากการเข้าไปลงทุนในประเทศนั้น ๆ (ข้อมูลเศรษฐกิจและประชากร)
-ความล้าสมัยและการก้าวกระโดดข้ามของสินค้า
-ราคาของสินค้า
-ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
-Substitution
-ต้นทุน
-ค่าแรง
-การขนส่ง
-แรงจูงใจของรัฐบาล


จากการศึกษาข้อมูลที่ได้จากการ scan ประเทศ ทำให้รู้ถึงโอกาสและความเสี่ยงในการที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศนั้น



Rick
ถึงแม้ว่าเห็นว่าเสี่ยงแต่เลือกที่จะไปลงทุน เพราะเห็นว่ามีรายได้มากกว่า
1) เสี่ยงมาก/กำไรมาก
2)เสี่ยงน้อย/กำไรน้อย
-ความเสี่ยงสำหรับ 1 บริษัท อาจกลายเป็นโอกาสของอีกบริษัท
-บางครั้งเมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงก็ไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนเลย บางทีความเสี่ยงนี้อาจบรรเทาลงได้
-ความเสี่ยงมาสารถแลกเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้
ความเสี่ยงที่องค์กรต้องเผชิญในการลงทุนต่างประเทศ
-ความเสี่ยงทางการเมือง
สามารถวิเคราะห์ได้โดยการดูข้อมูลในอดีต คุยกับผู้รู้ ดูพื้นฐานเศรษฐกิจสังคม
-ความเสี่ยงทางการเงิน
อัตราการแลกเปลี่ยน ความผันผวน การเคลื่อนย้านเงินทุน
-ความเสี่ยงเรื่องการแข่งขัน
-ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เครื่องมือในการเลือกประเทศ มี 2 แบบ
-Grid โดยการให้คะแนน
-Matrix การวิเคราะห์แบบมีปัจจัยเข้ามาอย่างน้อย 2 มิติ


จากการศึกษาเรื่องการเลือกาประเทศที่จะเข้าไปลงทุนแล้ว จำเป็นต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของประเทศหลายๆอย่าง เพื่อการทำธุรกิจจะได้ดำเนินโดยสะดวก

ต่อมาจะเป็นการศึกษาถึงเรื่องกลยุทธ์ของธุรกิจข้ามชาติ

กลยุทธ์การเข้าตลาดต่างประเทศ (Entry Strategies)
การเลือกใช้กลยุทธ์ขึ้นอยู่กับ ระดับความเสี่ยงและระดับการควบคุมที่ต้องการ
1. การส่งสินค้าออก (Exporting) : gov.regulation, culture diff., X-rate

2. การขายลิขสิทธิ์ (Licensing) สิทธิบัตร (Patents) เครื่องหมายการค้า (Trademark) เทคโนโลยี ทักษะการบริหารจัดการ
3. การขายแฟรงไชส์ (Franchising)
4. กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
5. เป็นเจ้าของกิจการเองทั้งหมด


Integration-Responsiveness (IR)
Strategy Types

-International Strategy กลยุทธ์ระหว่างประเทศ
มีแรงกดดันด้านต้นทุนต่ำ การตอบสนองท้องถิ่นต่ำ
-Multinational Strategy กลยุทธ์ปรับเข้าหาท้องถิ่น
มีแรงกดดันด้านต้นทุนต่ำ การตอบสนองท้องถิ่นสูง
-Global Strategy กลยุทธ์มุ่งสร้างความเป็นสากล
มีแรงกดดันด้านต้นทุนสูง การตอบสนองท้องถิ่นต่ำ
-Transnational Strategy กลยุทธ์ข้ามชาติ
มีแรงกดดันด้านต้นทุนสูง การตอบสนองท้องถิ่นสูง








วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

Int'l

หลังจากที่ไม่ได้อัพบล็อคมาหลายวัน เนื่องจากต้องทำงาน IB Edutainment วันที่ 28-29 สิงหาคม
ซึ่งเตรียมตัวทำงานกันนานมากๆ เหนื่อยแต่ก็สนุก การจัดงานในครั้งนี้ทำให้ได้รู้ถึงความผูกพันธ์ของเพื่อนๆใน IBM มีการจัดบูธและการแสดงที่สนุกสนานมาก

สำหรับการเรียนในวันที่ 21/08/09 ที่ผ่านมา
ได้เรียนในเรื่องของ Country Evaluation & Selection การพิจารณากาเลือกประเทศที่จะเข้าไปทำธุรกิจ

สิ่งสำคัญในการพิจารณาการเลือกประเทศ คือ

Location
ทำเลเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการลงทุน
ทำเลจะบอกถึงยอดขายและต้นทุนได้

กระบวนการขยายกิจการ การเลือกประเทศ มี 2 ขั้นตอน ก่อนเข้าสู่การเปรียบเทียบ
1.Scanning เป็นการเลือกแบบหยาบๆ เลือกถึงโอกาสความเป็นไปได้
การคัดเลือกประเทศที่ไม่จำเป็นออก ไม่มองข้ามประเทศที่มีโอกาสที่จะเข้าไปลงทุน
ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสุดท้ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มี 2 ข้อมูลที่นำมา scan


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดูงาน 14/08/09

วันที่ 14 สิงหาคม 2552

ได้มีโอกาสได้ดูงาน ที่บริษัท Thai President Food หรือ บริษัท มาม่า

ออกเดินทางตั้งแต่ 6.00 น.(เช้ามาก) แต่การเดินทางเป็นไปอย่างสนุกสนาน

เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางไกลๆร่วมกับเพื่อนๆใน IBM ทุกคน


การไปดูงานครั้งนี้ได้ประสบการณ์ ความรู้ต่างๆมากมาย

ได้เห็นขั้นตอนวิธีการทำมาม่า กว่าจะออกมาแต่ละห่อต้องใช้กระบวนการใดบ้าง


นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับประทานอาหารร่วมกับเพื่อนๆ ที่ร้านอาหารประการัง


และเดินทางต่อไปยัง วัดใหญ่อินทาราม ได้ทำบุญเล็กๆน้อยๆ และเข้าชมโบสถ์ของวัด

ได้รู้ถึงประวัติและที่มาของวัดใหญ่แห่งนี้



จากการเดินทางในวันนี้ ดิฉันมีความประทับใจมากๆ และอยากให้อาจารย์จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้อีกต่อไป




วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

The Role of Strategy in International Business

ในการเรียน IB321 วันที่ 7/08/09 นั้น ได้เรียนในเรื่องของ การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ

The Role of Strategy in International Business


-Management Vision
บุคคลหรือองค์กรที่สามารถมองความเป็นไปได้ในอนาคตอย่างถูกต้อง จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ที่ก่อให้เกิดผลดีได้แก่การที่ผู้บริหารมองเห็นถึงความเป็นไปได้ในเรื่องราวต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถนำวิสัยทัศน์มากำหนดทิศทางขององค์กรในอนาคต


-Strategy
กลยุทธ์ขององค์การจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์การได้ การทำความเข้าใจและการพยายามศึกษาองค์การที่ประสบผลสำเร็จในการใช้กลยุทธ์เพื่อการจัดการ จะทำให้นักบริหารได้ทราบถึงคุณประโยชน์ของกลยุทธ์ ที่จะช่วยสนับสนุนองค์การให้ประสบความสำเร็จ และจะต้องมีการพิจารณาเลือกกลยุทธ์และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์การ

การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นการบริหารอย่างมีระบบที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์การเป็นส่วนประกอบ และอาศัยการวางแผนอย่างมีขั้นตอน เนื่องจากการบริหารกลยุทธ์เป็นการบริหารองค์รวม ผู้นำที่มีความสามารถจะต้องอาศัยกลยุทธ์ในการจัดการองค์การที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับองค์การ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงไม่ล้มเหลว เนื่องจากกลยุทธ์ที่ดีแต่ล้มเหลวจะไม่สามารถนำความสำเร็จมาสู่องค์การได้ ดังนั้นทั้งกลยุทธ์และนักบริหารที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์และนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจึงมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

ลักษณะที่สำคัญของการจัดการเชิงกลยุทธ์ คือ การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นเครื่องมือของนักบริหารในการบริหารงาน เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น การบริหารเชิงกลยุทธ์จะเน้นและให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic decision making) ที่ไม่เหมือนกับการตัดสินใจในลักษณะอื่น ๆ เพราะการบริหารเชิงกลยุทธ์จะเกี่ยวข้องกับอนาคตในระยะยาวขององค์การทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะดังนี้ คือ

• เป็นกระบวนการของการบริหารองค์การโดยรวม
• เป็นการบริหารที่เน้นการสร้างกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การในระยะยาว
• เป็นการตัดสินใจที่อาศัยชั้นเชิง ไม่มีวิธีการที่สำเร็จรูป
• ต้องอาศัยความร่วมมือ พันธะผูกพัน (Commitment) และทรัพยากรในองค์การ
• มีทิศทางที่ชัดเจนต่อทางเลือกต่าง ๆ และแสดงให้ทุกคนในองค์การเข้าใจตรงกัน



-Value Creation
Value Creation คือการใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศหรือการนำจุดแข็งของประเทศที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาสร้างสรรค์ ผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม ทำให้เกิดสินค้าและบริการที่มีคุณค่า ยากต่อการลอกเลียนแบบ สามารถสร้างราคาให้สูงได้ตามความต้องการ เพราะไม่มีใครสามารถมาแข่งขันได้

ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ประเทศไทยมีทักษะและฝีมือที่ชำนาญ และถ่ายทอดกันมาแต่เดิม เมื่อนำเข้ามาใส่ในธุรกิจสปา ได้ช่วยสร้างคุณค่าให้กับนวดแผนไทยมากขึ้น มีราคาสูงขึ้น จึงถือเป็น Value Creation


-Firm Performance


http://www.aircadetwing.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5376485&Ntype=4
http://www2.nesac.go.th/office/onesac_papers/papers_files/paper_16.php






Five Forces Analysis

โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่า การวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น


Five Force:
1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน
2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier
3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า
4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน
5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=106730


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ

จากการที่ดิฉันได้ศึกษาและเข้าเรียนวิชา IB321 ทำให้ทราบถึง ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ โดยดิฉันได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากในหนังสือและในเว็บไซต์ ได้ข้อมูล ดังนี้

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศมุ่งอธิบายว่าเหตุใดจึงมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศต่างๆ และเมื่อมีการซื้อขายกันแล้ว ราคาและปริมาณสินค้าที่ซื้อขายกันจะสูงต่ำและมากน้อยประการใด ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้


1. ลัทธิพาณิชย์นิยม
ลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) ได้รับความนิยมตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึงกลางศตวรรษที่18 จากประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ เชื่อว่าวิธีเดียวที่ชาติจะมีความร่ำรวยและมีอำนาจยิ่งใหญ่ คือ การส่งออกมากกว่าการนำเข้า ซึ่งจะทำให้มีโลหะมีค่า ได้แก่ ทองคำ เข้ามา ยิ่งประเทศใดมีทองคำมากขึ้นเท่าไร ก็จะร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้นเท่านั้นดังนั้น นักพาณิชย์นิยมจึงสนับสนุนให้รัฐเร่งการส่งออกและควบคุมการนำเข้า อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณทองคำที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นเมื่อประเทศหนึ่งได้ประโยชน์ก็ย่อมหมายความว่าอีกประเทศหนึ่งเสียประโยชน์นั้นไป


2. ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์
ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) เป็นทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศยุคแรกๆ โดย Adam Smith ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อดัง The Wealth of Nations (1976) เป็นการสนับสนุนการค้าเสรีว่าเป็นนโยบายที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกประเทศในโลก เมื่อการค้าเป็นไปอย่างเสรี แต่ละประเทศก็จะทำการผลิตด้วยความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษเฉพาะสินค้าที่ประเทศมีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ ( ถ้าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่งด้วยปัจจัยการผลิตจำนวนที่เท่ากัน) และนำเข้าสินค้าที่มีความเสียเปรียบโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การค้าระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นจากการที่ต่างฝ่ายได้เปรียบโดยเด็ดขาดจากการผลิตสินค้าคนละชนิดแล้วมาแลกเปลี่ยนกัน ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา สมมติว่าในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ประเทศ ต่างก็ผลิตสินค้า 2 อย่างเหมือนกัน คือ ข้าวและคอมพิวเตอร์ และสมมติว่าในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ ได้ใช้แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียว ดังนั้นมูลค่าของสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงคิดจากจำนวนแรงงานที่ใช้ไปในการผลิต ดังตารางที่ 1.1
ตารางที่ 1.1 แสดงมูลค่าของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ซึ่งคิดจากจำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิต
สินค้า
ผลผลิตของแรงงาน 1 วัน




3. ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
David Ricardo กล่าวว่าประเทศที่ไม่มีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ในการผลิตสินค้าทุกๆอย่างกับประเทศอื่น ยังคงสามารถทำการค้าที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายได้ ประเทศที่ด้อยประสิทธิภาพควรผลิตและส่งออกเฉพาะสินค้าที่ประเทศตนมีความเสียเปรียบโดยสมบูรณ์น้อยกว่า ถือได้ว่าสินค้านี้เป็นสินค้าที่ประเทศผลิตด้วยความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และใช้อธิบายสาเหตุของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศจนทุกวันนี้
ตารางที่ 1.2 แสดงมูลค่าของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ซึ่งคิดจากจำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิต
สินค้า
ผลผลิตของแรงงาน 1 วัน

4. ทฤษฎีต้นทุนค่าเสียโอกาส
ทฤษฎีต้นทุนค่าเสียโอกาส กล่าวว่าต้นทุนของสินค้าหนึ่งเท่ากับจำนวนของสินค้าชนิดที่สองที่ต้องเสียสละไปเพื่อให้ได้รับปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรที่เพียงพอที่จะผลิตสินค้าชนิดแรกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน่วย ทั้งนี้แรงงานไม่ใช่ปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียวที่นำมาใช้ในการผลิต ดังนั้น ต้นทุนของสินค้าจึงเกิดขึ้นจากจำนวนปัจจัยการผลิตทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้น ประเทศที่มีต้นทุนค่าเสียโอกาสสำหรับสินค้าหนึ่งต่ำกว่าถือว่ามีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในสินค้านั้น และความเสียเปรียบโดยเปรียบเทียบในสินค้าอื่น
จากตัวอย่าง 1.2 ข้างต้นถ้าจะผลิตข้าวเพื่มขึ้นอีกหนึ่งเกวียน ไทยต้องเสียสละคอมพิวเตอร์ 1/3 เครื่อง ( เพื่อที่จะปล่อยทรัพยากรให้เพียงพอที่จะผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเกวียน ) ต้นทุนค้าเสียโอกาสของข้าวในไทยคือ คอมพิวเตอร์ 1/3 เครื่อง ถ้าในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ถ้าปราศจากการค้า ต้องเสียสละคอมพิวเตอร์ ? เครื่องเพื่อผลิตข้าวเพิ่มอีก 1 เกวียน ต้นทุนค่าเสียโอกาสของข้าวคือ คอมพิวเตอร์ ? เครื่องในสหรัฐฯ และเพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสของข้าวในไทยต่ำกว่าในสหรัฐฯ ไทยจึงมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบเหนือกว่าสหรัฐฯในการผลิตข้าว และสหรัฐฯมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในคอมพิวเตอร์
ต้นทุนค่าเสียโอกาสสามารถอธิบายได้โดยเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต ( Transformation Curve ) ที่แสดงส่วนผสมต่างๆ ของทางเลือกอื่นทั้งหมด สำหรับสินค้าสองชนิดที่ประเทศหนึ่งสามารถผลิตโดยการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีเต็มที่ ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ดังนั้น ความชันของเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต จึงหมายถึงอัตราเปลี่ยนแปลงของการแปรรูป ( Marginal Rate of Transformation ) ถ้าประเทศนั้นเผชิญกับต้นทุนคงที่ เส้นความเป็นไปได้ในการผลิตก็จะเป็นเส้นตรงที่มีความชันเท่ากับต้นทุนค่าเสียโอกาสคงที่ และต่อราคาสินค้าเปรียบเทียบในประเทศนั้น
5. ทฤษฎี Heckscher-Ohlin
ทฤษฎี Heckscher-Ohlin (H-O) เน้นในเรื่องความแตกต่างกันของปัจจัยการผลิตเริ่มต้น (Factor Endownments) ที่แต่ละประเทศมีอยู่ และราคาปัจจัยการผลิต (Factor Prices) ระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดของการค้า (โดยมีสมมติฐานว่าเทคโนโลยีและรสนิยมเหมือนกัน) ตามทฤษฏีนี้ แต่ละประเทศจะส่งออกสินค้าเน้นไปที่ปัจจัยการผลิตที่มีมากโดยเปรียบเทียบซึ่งทำให้ปัจจัยการผลิตนั้นมีราคาถูก และนำเข้าสินค้าเน้นไปที่ปัจจัยการผลิตที่หายากโดยเปรียบเทียบซึ่งปัจจัยการผลิตดังกล่าวจะมีราคาแพง
6. ทฤษฎี Leontief Paradox
ทฤษฎี Leontief Paradox เป็นการทดสอบเชิงประจักษ์ของทฤษฎี H-O ทำโดย Leontief ในปี ค.ศ. 1951 โดยใช้ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1947 จึงได้พบว่าสหรัฐฯมีการทดแทนการนำเข้าประมาณร้อยละ 30 เป็นสินค้าที่ใช้ปัจจัยทุนเข้มข้นมากกว่าการที่สหรัฐฯส่งออก แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นประเทศที่มีปัจจัยทุนมากที่สุดก็ตาม ผลนี้จึงตรงกันข้ามกับทฤษฎี H-O
7. ทฤษฎีวัฏจักรสินค้า
ทฤษฎีวัฏจักสินค้า (Product Life Cycle) เป็นทฤษฎีที่ไม่ได้นำปัจจัยการผลิดมาประกอบการพิจารณาทฤษฎีนี้มีข้อสมมติฐาน 3 ข้อ คือ ประการแรก ความต้องการสินค้าภายในประเทศที่นำเข้ามีมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการผลิตได้ ประการที่สอง ในการผลิตสินค้าใหม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในราคาต่ำพอที่นะทำให้ประเทศผู้ซื้อผลิตสินค้าแข่งขันในตลาดได้ ประการสุดท้าย การผลิตมีการประหยัดต่อขนาดโดยไม่ต้องพิจารณาว่าจะใช้แรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานมีฝีมือเพียงใด
อาร์ เอ เวอร์นอน (R.A. Vernon) ได้ศึกษาถึงทิศทางการค้าของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พบว่า ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตสินค้าหรือค้นพบสินค้าใหม่จะเป็นผู้ผลิตเพื่อสนองความต้องการภายในประเทศ และยังเป็นผู้ส่งออกส่วนที่เหลือเพื่อให้การผลิตเกิดการประหยัดต่อขนาด และเมื่อการผลิตผ่านเข้าสู่จุดอิ่มตัว เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการในการผลิตสินค้าดังกล่าวก็จะถูกถ่ายทอดไปสู่ประเทศที่เคยทำการนำเข้า ประเทศที่เคยนำเข้าก็จะเริ่มมีการผลิตเป็นลักษณะของการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า จำถึงจุดหนึ่งที่การผลิตจากประเทศที่เคยนำเข้าเกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ในการผลิตมากขึ้น ก็จะทำการส่งออกสินค้าดังกล่าว และเปลี่ยนนโยบายจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาเป็นการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นประเทศที่เคยส่งออกเดิมอาจจะกลับมาเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวแทน เพราะสูญเสียความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบไป


ที่มา : http://wannaratw.tripod.com/tradethe.htm



วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

culture

Culture
วัฒนธรรม โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน
วัฒนธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน
ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์ แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค เช่น วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือวัฒนธรรมนิยม เป็นต้น แต่นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกล่าวถึงวัฒนธรรมว่า มิได้เป็นเพียงสินค้าบริโภค แต่หมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตสินค้าและการให้ความหมายแก่สินค้านั้น ๆ ด้วย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและแนวการปฏิบัติที่ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ในสายตาของนักมานุษวิทยาจึงรวมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรม
วัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด

http://th.wikipedia.org



ps.เดี๋ยวอัพเพิ่มนะคะ